วันสิ้นปี

ผมมีความรู้สึกว่า เดือนธันวาคม เป็นเดือนที่สั้นที่สุดบนปฏิทินความรู้สึก เพราะเมื่อไรที่ถึงช่วงเวลาใกล้สิ้นปีแบบนี้ เวลามักจะผ่านไปอย่างรวดเร็ว เหมือนเดือนนี้ จะไม่มีช่วงกลางเดือน ยังไงยังงั้น เริ่มเดือนมา ก็เจอช่วงสิ้นเดือนแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว และน่าแปลกที่ว่า เรามักอยากจะวางแผน ทำอะไรบางอย่าง ให้สมกับช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านปีเก่าไปสู่ปีใหม่แบบนี้ แต่ก็จะมักจะเคลิ้มไปกับรรยากาศ จนมารู้ตัวอีกที ก็พ้นช่วงปีใหม่ ต้องเริ่มต้นทำงานต่อไป ในตอนต้นเดือน มกราคม อีกแล้ว ทุกที

ช่วงเวลาใกล้ปีใหม่แบบนี้ เป็นช่วงเวลาที่ผมชอบมากๆ ไม่ใช่เพราะชอบการเฉลิมฉลอง แต่เพราะมันคือ ช่วงเวลาที่ดีที่สุด ในการที่เราจะรีเซ็ท สิ่งที่เราไม่อยากทำ และเริ่มต้นอะไรบางอย่าง ที่เราอยากทำ ให้กับชีวิต อาจเรียกว่าเป็นความรู้สึก อยากเปลี่ยนแปลงตัวเอง ด้วยความว่าเรายังเป็นปุถุชนที่ยังมีข้อเสียอยู่อีกมาก ถ้าเราไม่คิดเริ่มเปลี่ยนแปลง วันหนึ่ง เราคงต้องถูกบังคับให้ต้องเปลี่ยนแปลง เหมือนอย่างที่เคยได้ยินฝรั่งบอกไว้ว่า Change before you're forced to change ตอนสมัยที่ต้องทำงานเกี่ยวกับเรื่อง Change Management อยู่

การเปลี่ยนแปลง จะสำเร็จหรือไม่ เป็นเรื่องของอนาคต ซึ่งเราคงไม่ควรไปเครียดกับมัน แต่ควรมองกลับมาที่ปัจจุบัน ถึงขั้นตอนในการเปลี่ยนแปลง มากกว่า ว่าเราจะวางทางเดินอย่างไร ให้ประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนแปลง ซึ่งการเปลี่ยนแปลงตัวเองที่ได้ผลดีที่สุด ก็คือ การเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่างที่เราติดเป็นนิสัย จากนิสัยหนึ่ง ไปสู่อีกนิสัยหนึ่ง ได้อย่างถาวร

ไหนๆ ก็เคยทำงานเกี่ยวกับเรื่อง Change Management มาก่อน แม้จะนานมาแล้ว ก็อยากจะขูดความทรงจำ เอาหลักคิดที่ฝรั่งใช้ในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของคนในองค์กร ซึ่งผมคิดว่าน่าจะประยุกต์ใช้ กับการเปลี่ยนแปลงนิสัยระดับบุคคลได้เช่นกัน โดยมีขั้นตอนที่สำคัญ ในการเปลี่ยนแปลงอยู่ 3 ช่วง คือ

1. Ending and Let go
2. Transition
3. Beginning


ไม่ต้องแปลกใจว่า ทำไมเริ่มต้นด้วย Ending แต่จบด้วย Beginning เพราะ สิ่งที่ต้องการจบ (Ending) คือ พฤติกรรมเก่าๆ และที่ต้องการเริ่มต้น (Beginning) คือ พฤติกรรมใหม่ ที่เราต้องการนั่นเอง

Ending and Let go คือ การหยุดพฤติกรรมเก่า ช่วงนี้ จะเรียกว่า เป็นช่วงว้าวุ่นใจ ไม่อยากเริ่ม คนที่คิดจะเปลี่ยนแปลง มักจะตายตั้งแต่ช่วงนี้ คือ คิดเยอะเกินไป ไม่ยอมเริ่มต้นที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง คุณบัณฑิต อึ้งรังสี ให้สูตรเด็ดไว้ว่า ให้เผาสะพานทิ้งไป (Burn the bridges behind) นั่นคือ ต้องตั้งปณิธานกับตัวเองว่า นิสัยเก่าๆ ฉันไม่เอาอีกแล้ว ไม่มีทางกลับไปหาพฤติกรรมเดิมๆอีกแล้ว ต้องให้ได้อารมณ์ประมาณนั้น ไม่งั้น มันจะไม่ยอมเดินหน้า มัวแต่คิดว่า ถ้าไม่สำเร็จจะกลับไป และสุดท้ายมันจะกลับไปหานิสัยเก่าๆ เดิมๆ ทุกที ถูกมั้ยครับ

Transition คือ ช่วงการกลายพันธุ์ จากการค่อยๆลด ละ เลิก นิสัยเดิม แล้วค่อยๆคุ้นชินกับนิสัยใหม่ ที่ตั้งใจไว้ ในระยะนี้ สิ่งที่ต้องการมากที่สุด คือ การสัมผัสได้ถึงความก้าวหน้า ดังนั้น ควรที่จะมีเป้าหมายที่ซอยย่อย ให้เล็กๆ เพื่อที่เราจะได้บรรลุเป้าหมายได้ต่อเนื่องตลอดทาง แน่นอนว่า คนเราถ้าเดินไปแล้ว ไม่ถึงเป้าหมายเสียที ก็คงหยุดเดินดีกว่า และเมื่อเราบรรลุเป้าหมายเล็กๆไปเรื่อยๆ สุดท้ายก็เข้าใกล้เป้าหมายใหญ่ โดยไม่รู้ตัว และแน่นอนว่า เราจะมีความสุขในขณะที่กำลังเปลี่ยนแปลงตัวเองด้วย

Beginning คือ เมื่อเราเปลี่ยนแปลงตัวเอง จนถึงจุดที่เรียกได้ว่า เออ ฉันมีนิสัยใหม่แล้ว งานก็ยังไม่จบนะครับ เพราะคนเราต้องการการยืนยัน ในขณะที่กำลังคึกคัก เพื่อรักษาแรงเฉื่อย (Inertia) ให้มันสามารถรักษานิสัยใหม่นี้ ได้อย่างมั่นคง สิ่งที่ควรทำให้ช่วงเวลานี้ คือ การจุดพลุ เริ่มต้นเฉลิมฉลองกับตัวเอง เพื่อบอกกับตัวเองว่า ฉันได้มาถึงเส้นชัยแล้ว โดยอาจเป็นการกินมื้อพิเศษ ไปเที่ยวยังสถานที่ที่อยากไป ให้ของขวัญที่อยากได้ หรือทำอะไรให้กับตัวเอง เล็กๆน้อยๆ ก็ได้ จากนั้น ก็วางเป้าหมายต่อไป ให้เราได้เดินหน้าต่อ ขั้นตอนนี้ สำคัญมาก เพราะหลายคนลืมที่จะให้รางวัลตัวเอง เพื่อผูกนิสัยใหม่ กับภาพความสำเร็จให้ชัดเจน ซึ่งน่าจะเป็นผลทางจิตวิทยา

ผมคิดว่า หลักการง่ายๆ 3 ข้อนี้ น่าจะช่วยให้เราเข้าใจ จิตใจของเรา ในแต่ละช่วงของการเปลี่ยนแปลง และพร้อมที่จะรับมือกับช่วงเวลานั้นๆ ได้อย่างราบรื่น  เพื่อให้ปีใหม่ เป็นปีแห่งพฤติกรรมใหม่ ที่เราต้องการ ได้อย่างที่ตั้งใจไว้เสียที ... สำหรับผมเอง ปีใหม่นี้ ก็ถือว่าได้เริ่มต้นลงมือทำอะไรบางอย่างแล้ว เช่นกัน ตั้งแต่เช้า ที่ตื่นเช้ามาออกกำลังกาย อ่านหนังสือ ปฏิบัติธรรม และสุดท้าย ก็คือ การลงมือเขียนบทความ ใน Blog ของตัวเอง ให้ได้อย่างต่อเนื่อง และตอนนี้ ก็ได้เริ่มแล้วครับ

เรามาช่วยเป็นกำลังใจ ให้กันและกันครับ สำหรับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้
พรุ่งนี้ ก็ปีใหม่แล้ว .... สู้ๆ ครับ

ทำยังไงให้มองมุมบวก

















ทุกเหตุการณ์ในชีวิต แม้เป็นเรื่องลบ ก็มีมุมบวกให้เราเลือกมองได้เสมอ
มี 3 วิธีที่ผมใช้แล้วได้ผล

วิธีแรก : ก็ดีแล้วไง
หาที่จอดรถไม่ได้ --> ก็ดีแล้วไง จะได้ถือโอกาสสำรวจที่จอดรถ
โดนคนเอาเปรียบ --> ก็ดีแล้วไง จะได้ฝึกความอดทน จิตจะเข้มแข็งขึ้น
ถูกโกง สูญเสีย --> ก็ดีแล้วไง จะได้รู้ว่ามีแบบนี้ คราวหลังก็รู้ทันละ

สังเกตว่า วิธีนี้ คือการมองไปข้างหน้า แล้วปล่อยเหตุการณ์นี้ ไว้ข้างหลัง

วิธีที่สอง : ตีมึน
บางครั้ง การทำตัวใสๆ คนโลกสวย
ที่ดูเหมือน ตอบสนองต่อารมณ์ที่มากระทบช้าไปหนึ่ง Step
ก็ทำให้ เราหลุดจากการคิดลบได้

หลายครั้งที่คนตั้งใจมาทำให้เราโกรธ ขุ่นมัว อิจฉา เสียความมั่นใจ
แค่เรา "ตีมึน" ซะหน่อย ก็ไม่มีอารมณ์ลบไหนๆ
ทำอันตรายต่อจิตเราได้เลย ... ไม่เชื่อลองดู

สำหรับวิธีนี้ ก็คือการสะท้อนกลับสิ่งกระทบ
ไม่ให้เข้ามาในจิต
เรียกว่า ตัดไฟแต่ต้นลม

วิธีสุดท้าย : รู้สึกถึงตอนเหตุการณ์จบแล้ว
เราคงเคยนั่งนึกถึงเหตุการณ์
ที่เราโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง ที่เราเสียใจแทบโลกจะสลาย
แต่พอเหตุการณ์นั้นผ่านไปแล้ว เรากลับมาคิดใหม่
"ความรู้สึก" กลับเปลี่ยนไป
หลายๆเหตุการณ์ กลายเป็นเรื่องตลก

ดังนั้น ถ้าเรารู้แบบนี้ ก่อนเหตุการณ์จะเกิด
เมื่อเหตุการณ์เกิด เราพร้อม "รู้สึก"ล่วงหน้า
ไปถึงวันที่เหตุการณ์นี้ผ่านไปแล้ว 
จะพบว่า ไม่ว่าเรื่องอะไร ....
มันก็แค่เรื่องเล็กนิดเดียว เมื่อผ่านไป
เราไม่เสียเวลา มานั่งคิดลบ
กับเรื่องที่เดี๋ยวก็จบไป ผ่านมาผ่านไป อย่างแน่นอน

เทคนิคนี้ คือ การทำให้เรื่อง (ที่เราคิด) ว่าใหญ่
ในขณะเราอยู่ในเหตุการณ์
กลายเป็นเรื่องเล็ก (จริงๆ) 
เมื่อเหตุการณ์ได้ผ่านไปแล้ว

ทั้ง 3 วิธีนี้
น่าจะทำให้เรารับมือกับเรื่องต่างๆ
ที่ผานมาให้ชีวิต ในมุมบวก ได้ง่ายขึ้น
และนั่นก็หมายความถึงว่า
เราจะมีความสุขได้ง่ายขึ้นด้วย
นั่นเอง

ขอ คสช. สัก 3 ข้อ ได้มั้ย

ถถ้าการรัฐประหาร หมายถึง ได้อำนาจรัฐเบ็ดเสร็จ ขอช่วยใช้อำนาจ จัดการ 3 เรื่องนี้ด้วย ได้มั้ย



1. จัดการสื่อออนไลน์ : จัดการเวปหมิ่นสถาบันฯ เอาเรื่องมาผูก มาโยงเป็นเรื่องราวไร้สาระ โจมตีสถาบันฯ โดยเฉพาะพระองค์ท่าน ทำให้คนที่ไม่รู้อะไร คิดว่าตัวเองรู้อะไร แล้วเอาไปคิดลบ ดึงพระองค์ท่านลงมาต่ำ บางรายหนักข้ออัดคลิปหมิ่นสถาบันฯ โคตรโง่และชั่วในคราวเดียวกัน เวปพวกนี้ มีเยอะแยะ แล้วก็มีมานาน โดยไม่เคยมีใครจัดการได้สักที ... ยอมรับว่ายาก แต่ขอให้เริ่มจัดการ ได้มั้ย

2. จัดการสื่อออนแอร์ : จัดการพวกทีวีดาวเทียม วิทยุชุมชน ที่ออกอากาศ ทั้งหมิ่นสถาบันฯ ด่าหยาบคายแบบเอามัน สะกดจิตชาวบ้าน ให้เข้าใจตรรกะแบบเห็นแก่ตัวทุกวี่ทุกวัน ดูทุกวัน ฟังทุกวัน เรื่องผิดๆ ก็เข้าใจว่า ถูกต้อง ในที่สุด โดยไอ้พวกนักจัดรายการปากเก่ง ไม่เคยรับผิดชอบ กับข้อมูลมั่วๆ หลอกคนที่ไม่คิด มันควรจะหมดไปได้แล้ว ... พวกนี้แหละ คือตัวกระตุ้นความแตกแยกในชาติ

3. จัดการจับคนร้าย ทั้งพวกพูดจาจาบจ้วง หยาบคาย หมิ่นสถาบันฯ อย่างเช่น ตั้ง อาชีวะ , โกตี๋ , โรส ฯลฯ และพวกก่อเหตุในที่ต่างๆ ในช่วงที่ผ่านมา ที่ไม่เคยจับได้ ทั้งที่มีภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว หลักฐานพร้อม คนตายไปเยอะแยะ แต่เหมือนไม่ใช่ญาติพี่น้องของรัฐบาล เลยไม่เคยสนใจ และ สุดท้าย คือจับนักโทษ หนีคดีทั้งหลาย โดยเฉพาะเหลี่ยมดูไบ ที่ชาตินี้คงไม่รู้จักปล่อยวาง ... คนไทยลืมไปแล้ว ว่าใครมีหน้าที่จับคนร้าย เพราะเห็นไม่เคยจับใครได้

ถ้าจะมีอะไร ที่เห็นด้วยกับอำนาจเบ็ดเสร็จ ก็คือสิ่งเหล่านี้ ที่อำนาจปกติ ไม่เคยคิดจะทำ

ขอบคุณ สำหรับฤดูกาลที่สุดยอด

ขอบคุณ สำหรับฤดูกาลที่สุดยอด ปีที่เชียร์สนุกที่สุดในรอบ 10 กว่าปี ถ้าเทียบกับโอกาสตอนใกล้จบคงผิดหวัง แต่ถ้าเทียบกับเป้าตอนออกสตาร์ทถือว่าเกินคาดไปไกล .... ดูลิเวอร์พูลเล่นปีนี้ มีความสุขมาก ขอบอก .... ปีหน้า ขอให้อันดับสูงกว่านี้แค่ตำแหน่งเดียวพอ ใช่มั้ย The KOP ทั้งหลาย 5555 .... See you next season !! 



อ้าวเหรอ - เออใช่ - แล้วไง - ไม่มั้ง !!!

อ้าวเหรอ!! - เออใช่!! - แล้วไง!! - ไม่มั้ง!!
คน 4 กลุ่ม กับ อนาคตของประเทศไทย



"พวกคุณรู้มั้ย ทักษิณโกงกินอย่างมหาศาล / สร้างความแตกแยกในสังคมไทย เพียงเพื่อต้องการทรัพย์สินและอำนาจคืน / หมิ่น และคิดทำลายในหลวงที่เรารัก อย่างเป็นขบวนการ .... ทุกเรื่องมีหลักฐาน อ้างอิงได้ "
(คุณ 1) : อ้าวเหรอ!! ... อืมมม ไม่เคยได้ยินนะ
(คุณ 2) : เออใช่!! ... มันเลวร้ายจริงๆ อย่างนี้ น่าจะมีใครออกมาจัดการ
(คุณ 3) : แล้วไง!! ... นักการเมือง ก็ไม่เห็นจะดีสักคน เหมือนกันนั่นแหละ
(คุณ 4) : ไม่มั้ง!! ... เห็นชาวบ้าน ชาวรากหญ้า ชอบเค้ามากนะ

"พวกคุณรู้มั้ย รัฐบาลนี้ ถูกครอบงำ โดยทักษิณ / มีการคอร์รัปชั่นอย่างรุนแรงและโจ่งแจ้ง ในทุกๆโครงการ / มุ่งแต่แก้กฎหมาย ล้างความผิดให้ทักษิณ และพรรคพวกตัวเอง / เต็มไปด้วยคนโง่(ในเรื่องงาน) และคนเลว(ในเรื่องทุจริต)"
(คุณ 1) : อ้าวเหรอ!! ... อืมมม แต่อยากให้เค้าลองทำงานดูนะ
(คุณ 2) : เออใช่!! ... เห็นๆอยู่ว่าโกงหน้าด้านๆ น่าจะมีใครออกมาจัดการ
(คุณ 3) : แล้วไง!! ... เค้าก็ชนะเลือกตั้งมานะ ก็ต้องให้เค้าอยู่ครบเทอมก่อนสิ
(คุณ 4) : ไม่มั้ง!! ... ไม่เคยเห็นเป็นข่าว ตามช่อง 3, 5, 7, 9 เลยนะ

"พวกคุณรู้มั้ย นั่นคือเหตุผล ที่มีคนจำนวนมากออกมาชุมนุมกันบนท้องถนน เพราะเป็นห่วงอนาคตของประเทศไทย ถ้าปล่อยไปอย่างนี้ เราอาจล่มสลาย เหมือนบางประเทศ ที่มีตัวอย่างให้เห็นแล้ว ด้วยคอร์รัปชั่น และผู้นำชั่ว"
(คุณ 1) : อ้าวเหรอ!! ... อืมมม แต่อยากให้หันหน้าเข้าหากันนะ
(คุณ 2) : เออใช่!! ... ทนไม่ไหวแล้วนะ น่าจะมีใครออกมาจัดการ
(คุณ 3) : แล้วไง!! ... ออกมาแล้วจะทำอะไรได้ ในเมื่อคนทั่วไปไม่สนใจ
(คุณ 4) : ไม่มั้ง!! ... ได้ยินจากวิทยุชุมชนว่า พวกนี้มันเป็นสลิ่ม ขึ้แพ้ชวนตี กับพวกอำมาตย์ อยากทวงอำนาจคืน ไม่ใช่เหรอ

"พวกคุณรู้มั้ย การต่อสู้ครั้งนี้ พวกเราประชาชนจะชนะได้ โดยไม่ใช้อาวุธ และความรุนแรง เราจะต้องช่วยกัน เราจะต้องมีจำนวนมากพอ .... เพื่อให้เกิดพลัง ในการเปลี่ยนแปลง"
(คุณ 1) : อ้าวเหรอ!! ... อืมมม แต่อยากให้บ้านเมืองสงบ ไม่ทะเลาะกันนะ
(คุณ 2) : เออใช่!! ... ถ้าคนออกมาเยอะๆ ก็ดีนะ น่าจะมีใครออกมาจัดการ
(คุณ 3) : แล้วไง!! ... ถ้ารัฐบาลล้ม แล้วจะยังไงต่อ บ้านเมืองจะสงบหรือไง
(คุณ 4) : ไม่มั้ง!! ... เห็นหนังสือพิมพ์บอกว่า รัฐบาลยอมเจรจาทุกอย่างแล้วนี่นา

"เอ่อออ.... อยากบอกว่า บ้านเมือง คงถึงกาลต้องล่มสลายในไม่ช้านี้แล้ว ....
ถ้าคุณ "อ้าวเหรอ!!".... ยังโลกสวย ไม่สนใจเนื้อหา ไม่สนใจที่มา ไม่สนใจอะไรเลย
ถ้าคุณ "เออใช่!!".... ยังรอให้ คนอื่นๆทำหน้าที่ โดยที่ตัวเอง ยังนอนดูอยู่บ้าน
ถ้าคุณ "แล้วไง!!".... ยังหาเหตุผล เพื่อบอกว่า เราเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้
ถ้าคุณ "ไม่มั้ง!!".... ยังรับข่าวสารที่บิดเบือน จากสื่อทุกประเภท ที่"ตั้งใจ"หรือ"ไม่กล้า"เสนอความจริง

บ้านเมือง เหลือเวลา อีกไม่มากแล้ว .... ถ้าคุณไม่ก้าวออกมาในวันนี้ ก็อย่าหวัง อนาคตที่ดี ให้กับลูกหลาน

แพ้ ชนะ ไม่ใช่เงื่อนไข แต่อยู่ที่ "ใจ" ของคุณ รักประเทศชาติ รักในหลวง อย่างที่ "ปาก" ของคุณพร่ำบอกกับองค์พ่อหลวง หรือกับใครๆหรือไม่ และที่สำคัญ "ใจ" ของคุณ "กล้า" เท่าปากของคุณ ได้หรือยัง .... ประเทศนี้ ต้องการคุณ ... สงครามครั้งสุดท้าย ต้องการคุณ

มงคล ว.
7 ธ.ค. 2556

สำหรับคุณที่ถามว่า ....


สำหรับคุณที่ถามว่า ผู้ชุมนุมต้องการอะไร ....
- ทำไมต้องออกมาตามท้องถนน ไม่หันหน้าเจรจา เข้าหากัน
- ทำไมต้องยึดสถานที่ต่างๆ ใช้ความรุนแรงทำไม
- แล้วสุดท้าย เรื่องราว จะจบยังไง

คำตอบที่ผมอยากบอก ก็คือ ....

- เราต้องยอมรับก่อน ว่าประเทศไทย คือ ร่างกายที่กำลังทรุดโทรมหนัก ไม่ใช่จากอุบัติเหตุที่บาดเจ็บทันทีทันใด ที่ไม่ยากในการเห็นบาดแผล แต่เป็นการติดโรคร้าย ที่ร่างกายค่อยๆอ่อนแอ และจะตายในที่สุด จากโรคที่ชื่อ คอร์รัปชั่น และ เผด็จการประชาธิปไตย ที่เรียกกันง่ายๆว่า ระบอบทักษิณ

- โรคนี้ เคยถูกรักษาโดยการกินยา ที่เรียกว่า การเลือกตั้ง ที่เชื่อว่าแก้ได้สารพัดโรค แต่ในความเป็นจริง คอร์รัปชันมันดื้อยา เพราะยา"เลือกตั้ง" มันมาพร้อมกับ ผลข้างเคียงคือ "เผด็จการประชาธิปไตย"
ในรูป นักการเมืองชั่ว ที่มาจากการเลือกตั้ง แล้ว คิดออกกฎหมาย ออกโครงการ ที่ทำให้คอร์รับชั่นยิ่งหนักข้อ และ ยังลดภูมิคุ้มกันประเทศ ด้วยกฎหมายล้างผิดคนโกง

- วันนี้ เมื่อยากินใช้ไม่ได้ ยาฉีด คือการรัฐประหาร ที่หายชั่วคราว แล้วก็กลับมาเป็นอีก จึงเกิดเป็นวันนี้ ที่จำเป็นต้อง เปลี่ยนวิธีรักษา ด้วยการที่ ประชาชนคนไทย ลุกขึ้นมาทวงอำนาจ ล้างพิษ บ่งฝี ที่สะสม ด้วยการ ไล่ระบอบทักษิณ ที่กัดกินร่างกายออกไป ซึ่งไม่มีใครบอกได้ว่าโรคจะหาย แต่เชื่อได้ว่า อย่างน้อย ร่างกายจะกลับมา แข็งแรงขึ้น อีกครั้งแน่นอน

- การล้างพิษ การบ่งฝี มีผลลัพธ์ คือ รักษาโรค แต่ต้องยอมลำบาก ยอมเจ็บตัว เพราะยังไง ก็ต้องกระทบร่างกาย การชุมนุมครั้งนี้ก็เช่นกัน ก่อนจะได้รับผลที่ต้องการ มันต้องผ่านความเสียสละ ระหว่างทาง ทั้ง การที่คนต้องสละความสบาย แกนนำยอมเสี่ยงภัย ชาวบ้านยอมรถติด ผู้ชุมนุมยอมผิดกฎหมาย ด้วยการยึดสถานที่ ที่เป็นสัญลักษณ์ของอำนาจ ของฝ่ายรัฐ เสมือนการรีดพิษ ให้อ่อนแรง และฝ่อไปในที่สุด .... โดยที่ร่างกาย ยังปลอดภัย จากความรุนแรง

- "ความรุนแรง" ถ้าดูที่ชื่อ ... "การยึด"สถานที่ต่างๆ ก็อาจจะใช่ แต่ถ้าหมายถึงวิธีการ จะเห็นว่า
ผู้ชุมนุม มีกองกำลังคนหนุ่ม คนสาว คนแก่ และเด็ก ที่มาด้วยใจ ไม่ใช้อาวุธ ไม่ทำลาย ไม่ทำร้ายใคร แต่ไปสถานที่ต่างๆ เพื่อตอกย้ำความจริง และดึงแนวร่วม .... ถึงผิดกฎหมาย จิตใจรุนแรง แต่แสดงออกอย่างอารยะชน

- วันนี้ การชุมนุมของประชาชน เป็นการล้างพิษ บ่งฝี ที่แน่นอนว่า ไม่ใช่วิธีรักษา ที่เราอยากทำบ่อยๆ .... ยังไงสิ่งที่เราอยากเห็น คือ ประเทศไทย ที่ร่างกายแข็งแรง ระบบตรวจสอบทุจริตเข้มแข็ง และ ความใส่ใจบ้านเมืองเข้มข้น หลังการตื่นตัว ของคนทั้งประเทศ ในวันนี้ ใช่หรือไม่ ?

"คุณยังจะถามอีกหรือ ว่าจะจบยังไง ในเมื่อ คุณเอง เป็นคนตัดสิน ว่าจะให้ ประเทศไทยติดโรค รอวันตาย หรือ ช่วยกันทำให้ประเทศไทย กลับมาแข็งแรง .... ร่วมกับคนอื่นๆ บนท้องถนน"

ภาพความฝัน


ภาพความฝัน ....

- ประชาชน สร้างประวัติศาสตร์ ออกมารวมตัวกัน จำนวนมากกว่า 1 ล้านคน เป็นครั้งที่สอง ภายในระยะเวลาห่างกันเพียง 1 สัปดาห์ เพื่อขับไล่ทรราชย์ .... สื่อมวลชนต่างชาติ นำเสนอข่าวไปทั่วโลก

- ข้าราชการทั่วประเทศ พร้อมใจกันแสดงอารยะขัดขืน หยุดทำงาน ไม่ยอมรับคำสั่งจากรัฐบาล .... ที่ไม่ยอมรับกฎหมาย ให้เห็นเป็นตัวอย่าง

- คนเสื้อแดง ที่ติดตามฟังการปราศรัยของเหล่าอาจารย์ นักศึกษา ดารา นักธุรกิจ ที่ผลัดกันขึ้นเปิดเผยข้อมูลความจริง ของระบอบชั่วที่ครอบงำประเทศไทยอยู่ .... จนเกิดความเข้าใจ และเข้าร่วมชุมนุมขับไล่รัฐบาลด้วย (ส่วนกลุ่มคน ที่เข้ากรุงเทพฯ มานอนค้างแรมในสนามกีฬาฯ ทะยอยกันเดินทางกลับภูมิลำเนา หลังหมดความอดทน กับเรื่องโกหก ของคางคก และสัตว์เลื้อยคลาน บนเวที)

- ทหารทุกเหล่าทัพ ทะยอยกันออกมาร่วมชุมนุมกับประชาชน อย่างเปิดเผย ก่อนหน้าที่ ผบ.แต่ละเหล่าทัพ จะออกมาให้สัมภาษณ์ว่า นั่นคือการแสดงออกส่วนบุคคล สามารถทำได้ .... ให้หลังอีก 1 วัน ผบ.ทุกเหล่าทัพ แถลงข่าวร่วมกันว่า ทหารจะยืนอยู่ข้างประชาชน

- ตำรวจ ที่ควบคุมการชุมนุม กว่า 100 คน ถอดเสื้อเครื่องแบบออก แล้วหยิบนกหวีดมาแขวนคอ เป่าเสียงดัง ร่วมกับผู้ชุมนุม เป็นภาพข่าวหน้าหนึ่งบนหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ ในวันต่อมา .... ผบช.น. หลบหน้านักข่าว ขณะที่ ผบ.ตร.ยืนยันหนักแน่นว่า ตำรวจจะไม่ทำร้ายประชาชน

- คณาจารย์มหาวิทยาลัย ทั่วประเทศ ร่วมกันเสนอทางออกให้รัฐบาลยุบสภา ขณะที่นายกรัฐมนตรี ไม่รับฟัง และเตรียมตัวเดินทางออกนอกประเทศ แต่ถูกมวลชนสกัดไว้ที่สนามบิน วันรุ่งขึ้น นายกฯ ประกาศยุบสภา คืนอำนาจให้ประชาชน .... สิ้นสุดยุคมืดของไทย โดยพลังของประชาชนอย่างแท้จริง

- ปปช ชี้มูลความผิด สส. และ สว. ที่ร่วมกันสนับสนุน พรบ.ลักหลับ และในเวลาต่อมา ศาลฯ ตัดสินให้ สส. และ สว. เหล่านั้นผิดกฏหมายในข้อหากบฎ เนื่องจากไม่ยอมรับคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งรัฐธรรมนูญ คือกฎหมายสูงสุดของประเทศ .... ทุกคนเดินคอตก เข้าห้องขัง รับโทษทัณฑ์ที่ได้ทำไว้กับแผ่นดินเกิด

- ประชาชนทั่วประเทศ ตื่นตัวเรื่องประชาธิปไตยอย่างเต็มที่ จนเกิดการปฏิรูปการเมืองจากภาคประชาชน ที่สามารถตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลได้อย่างเต็มที่ ในฐานะเจ้าของอำนาจอธิปไตยที่แท้จริง .... ประเทศไทย มีการเมืองที่โปร่งใส ประเทศเจริญ เศรษฐกิจเติบโตสูงสุดในกลุ่มประเทศ ASEAN

- ทั่วโลกยกย่อง พลังของมวลมหาประชาชน ที่ออกมาแสดงพลังบนท้องถนน จนเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในประเทศไทย และเป็นแบบอย่างของการประท้วงแบบสันติ อหิงสา ไปทั่วโลก .... เมื่อสามารถล้มล้างทรราชย์ ด้วยมือเปล่า ไม่เกิดความรุนแรงแม้แต่นิดเดียว

- สัมภเวสี ที่เร่ร่อนอยู่ต่างประเทศ คับแค้นใจ ที่ไม่สามารถทำลายบ้านเกิดเมืองนอนได้ จนตรอมใจ ต้องใช้ชีวิตอยู่โดยลำพัง อย่างซึมเศร้า ไปอีก 10 ปี .... ในบั้นปลายชีวิต เกิดภาพหลอนจากสิ่งที่ตนเองได้ทำไว้ และจากโลกไป ท่ามกลางกองเงินกว่าแสนล้านบาท ที่ไม่เคยทำให้เกิดความสุขได้เลย .... คนไทยทุกคน อโหสิกรรมให้ และนำเรื่องราวชีวิตของเขา มาเล่าให้ลูกหลานฟัง ในเรื่อง กฎแห่งกรรม ว่ามีอยู่จริง

- ลุงกำนัน น้อมรับโทษตามกฎหมาย จากความผิดที่เกิดขึ้นในขณะนำการชุมนุม เมื่อผ่านพ้นการรับโทษแล้ว ได้รับการยกย่องจากประชาชน ให้เป็น "รัฐบุรุษ" และเป็นบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ชาติไทย .... ในฐานะที่นำประชาชน ออกมาแสดงพลังเปลี่ยนแปลงประเทศไทย ได้สำเร็จ ด้วยมือเปล่า และเป็นจุดเริ่มต้น ของประเทศไทยยุคใหม่ ที่สงบสุข ทุกคนรักกัน บ้านเมืองเจริญ ไปอีก 100 ปี

เอ๊ะ .... นี่เราฝัน หรือมันเป็นความจริง

สำหรับข้อสงสัยที่ว่า ...



สำหรับ ข้อสงสัยที่ว่า
- ชุมนุมทำไม เค้าถอน พรบ.นิรโทษฯแล้ว รัฐบาลยอมถอยแล้ว จะเอาอะไรอีก อยู่ๆจะเปลี่ยนไปไล่รัฐบาลทำไม
- คนชุมนุมพวกนี้ ไม่เคารพกติกา จะมาไล่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย ได้ยังไง

อยากบอกกับคนที่สงสัยว่า .........

- พรบ นิรโทษฯ ไม่ใช่การทำพลาด แต่เป็นการทำชั่ว เพราะมีเจตนาที่ไม่ดี และที่สำคัญ นี่ไม่ใช่ครั้งแรก อย่างที่หลายคนคิด

- พรบ นิรโทษฯ ไม่ใช่เหตุของการชุมนุม แต่เป็นฟางเส้นสุดท้าย ที่ทำให้ ประชาชนหมดความอดทน

- ประชาธิปไตย ไม่ใช่ชนะเลือกตั้ง แล้วเป็นเจ้าของอำนาจ แต่ เป็นแค่ ตัวแทนอำนาจ เพราะอำนาจที่แท้จริงเป็นของประชาชน ....

การเลือกตั้ง คือ การเลือก "ตัวแทน" เข้าไปทำหน้าที่ แต่เมื่อ ตัวแทน รู้วิธีชนะเลือกตั้ง แต่ ไม่รู้วิธีทำงานเพื่อประชาชน เอาแต่ทำเพื่อพวกพ้อง โดยเฉพาะเพื่อคนชั่วที่บงการอยู่ต่างประเทศ ตลอดเวลา .... ผ่านนโยบายที่เอาเงินเรา ไปถลุงกับโครงการที่เต็มไปด้วยการทุจริต .... ทีมงานที่ขึ้นมาทำงาน ก็ล้วนแต่โง่และเลว ไม่มีความเหมาะสม .... เป้าหมายไม่ใช่พัฒนาประเทศ แต่ต้องการล้างผิดคนเลว .... โกงกินอย่างซึ่งหน้า ทำชั่วอย่างเปิดเผย ....
ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่เพิ่งเกิด แต่เป็นสิ่งที่เห็นมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ยุคพี่ชายยันน้องสาว ....

- ในประเทศที่เจริญแล้ว นักการเมืองที่ทำผิด ( ยังไม่ถึงชั่ว ) ยังแสดงสปิริตลาออก แต่นี่ทำชั่วเลย ยังไม่เคยยอมรับ หรือขอโทษ เพราะคิดว่าอำนาจเป็นของตนเอง .... จึงเป็นที่มา ให้ประชาชน ต้องออกมา แสดงตัว คนที่เป็นเจ้าของอำนาจตัวจริง

- การชุมนุม เป็นสิ่งที่ทำได้ภายใต้กติกาประชาธิปไตย แต่ การไม่ยอมรับอำนาจศาล ถือเป็นการไม่เคารพกติกาประชาธิปไตยอย่างชัดเจน อย่างไม่รู้สำนึก.... นี่คือสิ่งดึงดูด ให้คนยิ่งต้องออกมาร่วมชุมนุม

การชุมนุม คือการแสดงสัญลักษณ์ แต่อาจไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้ แต่ทุกคนเชื่อว่า มันจะเป็น "จุดเริ่มต้น" ของการเปลี่ยนแปลง ไปยังสิ่งที่ดีขึ้น ได้อย่างแน่นอน .....

เคลื่อนไหวช้าลง จึงจะได้ยินเสียงความสุข

ขชีวิตปกติของคนยุคปัจจุบัน ดูจะเคลื่อนไหวเร็วจนเป็นปกติ อย่างไม่รู้ตัว

ความสุขเหมือนอยู่รอบตัว เพียงแต่เรามองไม่เห็น เราไม่เคยได้ยินเสียงความสุขที่อยู่ใกล้ๆ


ชีวิตจึงเหมือนวิ่งหาความสุข โดยที่ไม่รู้ว่า นั่นคือการวิ่งหนีความสุขออกไปเรื่อยๆ

เมื่อไร ที่ได้หยุดนิ่งๆ เหมือนภาพความสุขรอบตัวจะชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ 




.... นกบินเกาะกิ่งไม้ ของสะสมที่มีคุณค่า ลูกๆนอนหลับตาพริ้ม ภาพเขียนที่แขวนผนังบ้าน

ภาพเดียวกัน ที่มองอย่างสงบ กลับรู้สึกมีความสุขอย่างง่ายดาย

.... เสียงฝนตกที่นอกหน้าต่าง นกร้องบินเกาะกิ่งไม้ ลมพัดใบไม้ไหว ฟังเพลงเก่าๆ

เสียงที่เคยได้ยิน แต่เมื่อฟังอย่างช้าๆ กลับไพเราะอย่างประหลาด

ผมคิดว่า ถ้าคนเรารู้จักซาบซึ้ง กับสิ่งต่างๆในชีวิต ความสุขก็ดูไม่ใช่เรื่องยากที่จะค้นหา

เพียงแต่เราจะซาบซึ้ง ก็ต่อเมื่อ เราทำชีวิตให้มันช้าลง .... ช้าจนทันความเร็วของความสุข นั่นเอง

Golden Time ที่กำลังจะผ่านไป

ททุกๆ ปีใหม่ จะมีความรู้สึกว่า เดือนธันวาคม 
โดยเฉพาะช่วงครึ่งหลังของเดือนเนี่ย ....
เวลามันผ่านไปเร็วมาก แบบตั้งตัวไม่ค่อยจะทัน
พอเงยหน้าขึ้นมาอีกที ก็เป็นวันที่ 4 มกราคม แล้ว

รู้สึกเหมือน ..... ช่วงเวลาที่ว่า มันจะหายไปจากปฏิทิน 
แล้วก็จะมารู้สึกงงๆ และ เสียดาย เวลาที่หายไป ....
ซึ่งผมคิดว่า มันเป็น Golden Time ของชีวิตที่มีปีละครั้ง

สมัยทำงานกับพี่ขวัญ Wonder Woman ของเมืองไทย
แบบอย่างผู้ประสบความสำเร็จ ที่น้อยคนนักจะทำได้
พี่ขวัญเคยเล่าให้ฟังว่า ทุกๆปีใหม่ คุณพ่อไม่ยอมให้ลูกๆไปไหน
ทุกคนจะต้องมานั่งรวมกันอย่างพร้อมหน้า
เพื่อที่จะทบทวน สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นตลอดทั้งปี
ทบทวนตนเอง อะไรสำเร็จ อะไรดี อะไรไม่ดี ที่ผ่านมาในชีวิต
.... เพื่อที่จะตั้งเป้าหมาย สำหรับปีต่อไป

ทบทวนตนเอง .... นึกถึงเครื่องมือไปสู่ความสำเร็จที่พระพุทธองค์สอนไว้
อิทธิบาท 4 .... ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา .... 
เราอาจจะรักงาน - พากเพียร - ให้ใจเต็ม 100 กับงานที่ทำ
แต่มักลืมที่จะ ทบทวนตนเอง ประเมินสิ่งที่ได้ทำลงไป
ว่าเราได้เรียนรู้อะไรบ้าง ... ก่อนที่จะก้าวต่อไป

"ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วในชีวิต เป็นสิ่งที่ดีเสมอ"
ผมชอบประโยคนี้มาก แต่อยากต่อท้ายไปอีกว่า
 "..ถ้าเราได้หมั่นทบทวนตนเอง กับสิ่งที่เกิดขึ้นนั้น"

ปีใหม่นี้ ผมรู้สึกโชคดี กว่าทุกๆปี ที่ผ่านมา
เพราะ ณ ขณะที่เขียนนี้ผมยังเหลือ Golden Time อีก 5 วัน
ที่จะได้หาเวลานั่งเงียบๆ ทบทวนตนเอง กับสิ่งที่ผ่านมาในชีวิต ตลอดทั้งปี

ถ้านี่เป็นหนทางไปสู่ความสำเร็จจริง
ก็อยากเชิญชวนทุกคน มาลอง ทบทวนตนเอง อย่างจริงจัง
ส่งท้ายปี 2554 นี้ ให้ผ่านพ้นไป .... อย่างมีคุณค่าที่สุด
แล้วเมื่อถึงวันที่ 4 มกราคม ของผม และของทุกคน
จะได้เงยหน้าขึ้นมาอย่างสดชื่นเต็มเปี่ยม 
หัวเราะ 5 5 5 พร้อมรับความสำเร็จที่รออยู่ตรงหน้า
..... ปี 2555 ของเราเอง